ลำดับคำภาษาเกาหลี: กริยาอยู่ท้ายประโยคเสมอ
ประธาน – กรรม – กริยา และนิสัยจากภาษาไทยที่ต้องเลิกเมื่อพูดภาษาเกาหลี
ในหน้านี้
กริยาอยู่ท้ายประโยค
ภาษาไทยเรียงประธาน–กริยา–กรรม (ผมกินข้าว) ภาษาเกาหลีเรียงประธาน–กรรม–กริยา (ผม ข้าว กิน) ในภาษาเขียน กริยาไม่ย้ายที่เลย ไม่ว่าจะเป็นประโยคคำถาม ประโยคปฏิเสธ หรือประโยคยาว มีแต่ภาษาพูดสบาย ๆ ที่เติมส่วนที่นึกขึ้นได้ทีหลังไว้หลังกริยา (밥 먹었어, 나는)
| 저는 밥을 먹어요. | ผมกินข้าว — เรียงตามตัวคือ ผม ข้าว กิน |
| 저는 어제 친구를 만났어요. | เมื่อวานผมเจอเพื่อน — ผม เมื่อวาน เพื่อน เจอ |
| 밥 먹었어요? | กินข้าวหรือยัง — เครื่องหมายคำถามกับน้ำเสียงทำหน้าที่แทน หรือยัง ท้ายประโยคไทย |
ข้อสุดท้ายมีข่าวดี ภาษาเกาหลีไม่สลับอะไรเพื่อตั้งคำถาม เหมือนภาษาไทย ต่างแค่ภาษาไทยเติม ไหม/หรือเปล่า/หรือยัง ท้ายประโยค ส่วนภาษาเกาหลีใช้น้ำเสียงและท้ายกริยา
ยังไม่จบประโยค ก็ยังไม่รู้ความหมาย
นี่คือผลที่ตามมาจริง ๆ และเป็นปัญหาการฟังก่อนจะเป็นปัญหาไวยากรณ์ ในภาษาไทย ไม่ กับ จะ มาก่อนกริยา (ไม่กิน จะกิน) พอได้ยินคำที่สองก็รู้แล้วว่าปฏิเสธหรือยังไม่เกิด ส่วน แล้ว ที่บอกว่าเกิดขึ้นแล้ว วางไว้ท้ายวลี (กินข้าวแล้ว) แต่ในภาษาเกาหลี การปฏิเสธ กาล และความสุภาพอยู่ท้ายกริยาทั้งหมด คล้ายตำแหน่งของ ครับ/ค่ะ ที่ปิดประโยคไทย
| 저는 밥을 먹었어요. | ผมกินข้าวแล้ว |
| 저는 밥을 먹지 않았어요. | ผมไม่ได้กินข้าว |
| 저는 밥을 먹을 거예요. | ผมจะกินข้าว |
ห้าพยางค์แรกของทั้งสามประโยคเหมือนกันทุกตัว คนไทยเคยชินกับการรู้ตั้งแต่กลางประโยคว่าใช่หรือไม่ใช่ ภาษาเกาหลีลงโทษนิสัยนี้ การฝึกให้ตัวเองรอจนจบประโยคคือส่วนใหญ่ของการฝึกฟังช่วงแรก
ทุกอย่างย้ายที่ได้ ยกเว้นกริยา
ในภาษาไทย ตำแหน่งบอกหน้าที่ของคำ ผมเจอเพื่อน กับ เพื่อนเจอผม คนละความหมาย ภาษาเกาหลีมีคำช่วยติดท้ายคำนามเพื่อบอกหน้าที่ ส่วนอื่นจึงย้ายได้อิสระ ลำดับคำกลายเป็นเรื่องของการเน้น ไม่ใช่ไวยากรณ์
| 저는 어제 친구를 만났어요. | แบบกลาง ๆ |
| 어제 저는 친구를 만났어요. | เมื่อวาน — เน้นว่าเมื่อไร |
| 친구를 저는 어제 만났어요. | เพื่อน — เน้นว่าเจอใคร |
ทั้งสามประโยคถูกไวยากรณ์และมีความหมายเดียวกัน คำช่วย 를 ทำให้ 친구 เป็นกรรมไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ภาษาไทยทำแบบนี้ไม่ได้ ย้ายคำแล้วผู้กระทำเปลี่ยน
สิ่งที่ไม่อิสระคือกริยาแต่ละตัวเรียกร้องคำช่วยตัวไหน คู่นี้ตายตัว ไม่ได้มาจากรูปประโยคไทย และเป็นจุดที่การแปลทีละคำพังแบบเงียบ ๆ บางครั้งกริยาไทยตามด้วยคำนามตรง ๆ แต่ภาษาเกาหลีใช้ 이/가 บางครั้งภาษาไทยต่อคำนามเข้ากับคำบอกความสามารถหรือสภาพได้เลยโดยไม่มีตัวเชื่อม แต่ภาษาเกาหลีนับคำนามนั้นเป็นกรรมและต้องทำเครื่องหมายด้วย 를
| 친구를 만나요. | เจอเพื่อน — รูปตรงกับภาษาไทย ไม่มีบุพบท แต่ภาษาเกาหลีต้องมี 를 |
| 버스를 타요. | ขึ้นรถเมล์ — ภาษาไทยก็ไม่มีบุพบท ต่างแค่ต้องเติม 를 |
| 한국어를 잘해요. | เก่งภาษาเกาหลี — ภาษาไทยต่อคำนามได้เลยโดยไม่มีตัวเชื่อม แต่ 잘하다 ต้องการกรรมที่ทำเครื่องหมายด้วย 를 |
| 의사가 됐어요. | เป็นหมอแล้ว — หมอ ตามหลัง เป็น เหมือนกรรม แต่ 되다 ต้องการ 가 ไม่ใช่ 를 |
| 학생이 아니에요. | ไม่ใช่นักเรียน — 아니다 ต้องการ 이/가 학생 จึงรับ 이 ไม่ใช่ 은/는 |
ปฏิเสธมีสองตำแหน่ง และตำแหน่งหนึ่งแทรกกลางคำ
ภาษาไทยมีช่องหลักช่องเดียว คือ ไม่ หน้ากริยา ภาษาเกาหลีมีสองช่องที่ความหมายใกล้เคียงกัน 안 อยู่หน้ากริยาและเป็นรูปที่ได้ยินในภาษาพูด -지 않다 ติดหลังรากกริยาและค่อนไปทางภาษาเขียนหรือทางการ
| 안 먹어요. | ไม่กิน — รูปสั้น ใช้ในชีวิตประจำวัน |
| 먹지 않아요. | ไม่กิน — รูปยาว เป็นทางการขึ้นเล็กน้อย |
| 못 가요. | ไปไม่ได้ — ทำไม่ได้ ไม่ใช่ไม่อยากทำ |
안 คือ ไม่ (ไม่ทำ) และ 못 คือ ทำไม่ได้ ภาษาไทยแยกสองอย่างนี้อยู่แล้ว (ไม่ไป กับ ไปไม่ได้) ส่วนนี้จึงถ่ายทอดมาได้ตรง ๆ สิ่งที่ถ่ายทอดไม่ได้คือตำแหน่งของ 안 ในกริยาแบบ คำนาม + 하다 มันแทรกเข้าไปข้างใน ระหว่างคำนามกับ 하다
| 공부 안 해요. | ไม่เรียน — |
| 일 안 해요. | ไม่ทำงาน |
| 안 좋아해요. | ไม่ชอบ — 좋아하다 เป็นคำเดียว 안 จึงอยู่ข้างนอก |
| 공부하지 않아요. | รูปยาวไม่แทรกกลางคำเลย ปลอดภัยเสมอ |
กริยาสามตัวเปลี่ยนเป็นคำอื่นทั้งคำแทนที่จะเติมคำปฏิเสธ ภาษาไทยพูด ไม่มี ไม่รู้ ไม่อร่อย ได้ตรง ๆ แต่ภาษาเกาหลีไม่มี 안 있다 รูปปฏิเสธของ 있다 เป็นคนละคำ
| 있다 → 없다 | มี / ไม่มี |
| 알다 → 모르다 | รู้ / ไม่รู้ |
| 맛있다 → 맛없다 | อร่อย / ไม่อร่อย |
못 ก็มีรูปยาวเช่นกัน คือ -지 못하다 ซึ่งอยู่หลังกริยาแบบเดียวกับ -지 않다 가지 못해요 คือ 못 가요 ในภาษาเขียน ความหมายเหมือนกัน และการแทรกกลางกริยา 하다 ก็หายไป 공부하지 못해요 อยู่เป็นคำเดียว
ส่วนขยายมาก่อนคำที่ถูกขยาย
ภาษาไทยวางส่วนขยายไว้หลังคำนาม บ้านใหญ่ หนังสือที่ผมอ่านเมื่อวาน ภาษาเกาหลีกลับด้าน คำบรรยายทั้งหมดกองอยู่หน้าคำนาม นี่คือเหตุผลที่ประโยคเกาหลียาว ๆ ดูน่ากลัว
| 큰 집 | บ้านใหญ่ — ใหญ่ บ้าน แม้แต่คำคุณศัพท์คำเดียวก็อยู่ข้างหน้า |
| 제가 어제 읽은 책 | หนังสือที่ผมอ่านเมื่อวาน — ผม เมื่อวาน อ่าน หนังสือ |
| 옆집에 사는 사람 | คนที่อยู่บ้านข้าง ๆ — บ้านข้าง ๆ อยู่ คน |
ภาษาไทยใช้ ที่ (หรือ ซึ่ง ในภาษาเขียน) เชื่อมประโยคขยายไว้หลังคำนาม ภาษาเกาหลีวางประโยคขยายไว้ข้างหน้าและเปลี่ยนท้ายกริยาเป็น -(으)ㄴ/-는/-(으)ㄹ ตามกาล เมื่อเจอประโยคที่มีช่วงยาวก่อนถึงคำนาม ช่วงนั้นกำลังบรรยายคำนามอยู่
รูปขยาย 읽은 กับ 사는 เป็นระบบของตัวเอง กริยามีสามรูป คำคุณศัพท์มีหนึ่งรูป และมีจุดที่ชนกันหนึ่งจุด มีบทความแยกต่างหาก
ภาษาเกาหลีเว้นวรรคระหว่างหน่วย 어절
ภาษาไทยเขียนติดกันภายในวลี เว้นวรรคระหว่างประโยคหรืออนุประโยค และเว้นวรรคหน้าหลังตัวเลข อักษรโรมัน และระหว่างชื่อกับนามสกุล ภาษาเกาหลีเว้นวรรคระหว่างหน่วยที่เรียกว่า 어절 [ออจอล] คือคำนามพร้อมคำช่วยที่ติดอยู่ หรือกริยาพร้อมท้ายคำทั้งหมด ประโยค 저는 어제 친구를 만났어요 มีสี่หน่วย
| 저는 밥을 먹어요. | สามหน่วย — 저+는 밥+을 먹+어요 คำช่วยติดคำนามโดยไม่มีช่องว่าง |
| ✗ — คำช่วยไม่แยกจากคำนามเด็ดขาด | |
| ✗ — เขียนติดกันแบบไทยไม่ได้ | |
| 밥 안 먹어요. | ไม่กินข้าว — 안 เป็นคำแยก จึงมีช่องว่างทั้งสองข้าง |
ช่องว่างจึงเป็นเครื่องมือฟังด้วย พยางค์สุดท้ายของแต่ละหน่วยมักเป็นคำช่วยหรือท้ายคำ และจังหวะหยุดของผู้พูดตกตรงรอยต่อเหล่านี้ เมื่ออ่านออกเสียง ให้เว้นจังหวะตามช่องว่าง ไม่ใช่ตามพยางค์
ประธานหายไปเมื่อรู้อยู่แล้ว
ข้อนี้คนไทยได้เปรียบ ภาษาไทยละประธานเมื่อรู้กันอยู่แล้ว (กินข้าวหรือยัง / กินแล้ว) ภาษาเกาหลีก็ทำแบบเดียวกัน ระวังอย่างเดียวคือหนังสือเรียนสอนให้ขึ้นต้นด้วย 저는 ทุกประโยค ซึ่งฟังดูยืนกรานแปลก
| 점심 먹었어요? | กินข้าวเที่ยงหรือยัง — (คุณ) หายไป |
| 네, 먹었어요. | ครับ/ค่ะ กินแล้ว — (ผม) หายไป |
| 어디 가요? | ไปไหน — ไม่มี คุณ ในประโยค |
สามนิสัยที่ต้องเลิก
- ตัดสินความหมายตั้งแต่กลางประโยค ในภาษาไทย ไม่ กับ จะ มาก่อน จึงรู้เร็ว ในภาษาเกาหลี ท้ายประโยคพลิกทุกอย่างได้ รอให้จบก่อน
- วางกริยาไว้กลางประโยค ผมกินข้าว ในหัวจะดันให้พูด
저는 먹어요 밥을กริยาต้องเดินทางไปท้ายประโยค เมื่อยอมรับข้อนี้ได้ ที่เหลือจะตามมาเอง - แปลจากซ้ายไปขวาทีละคำ ส่วนขยายจะไปอยู่หลังคำนาม และช่องว่างจะหายไปเหมือนภาษาไทย ให้เริ่มจากกริยาท้ายประโยคแล้วเรียงย้อนกลับ
วิธีสร้างปฏิกิริยาอัตโนมัติ
การอ่านให้เวลาคุณเรียงลำดับใหม่ในหัว แต่การฟังไม่ให้ การพูดตาม (shadowing) บังคับให้คุณผลิตลำดับแบบเกาหลีด้วยความเร็วแบบเกาหลี ซึ่งเป็นทางเดียวที่นิสัยกริยาท้ายประโยคจะกลายเป็นอัตโนมัติ
เริ่มจากประโยคสั้น ๆ ที่ท้ายประโยคเปลี่ยนความหมาย แล้วพูดออกเสียงจนกว่ารูปประโยคจะรู้สึกเป็นธรรมชาติ
ฝึกเรื่องนี้
คู่มือทั้งหมด
- อ่านฮันกึล (한글) ตัวอักษรเกาหลี: 5 รูป 2 ขั้นตอน กับบ่ายเดียว
- คำช่วยภาษาเกาหลี 은/는 กับ 이/가: คำช่วยที่ทำให้ทุกคนสะดุด
- คำช่วยภาษาเกาหลี 에 กับ 에서, 을/를, (으)로: คำช่วยหลังจากประธาน
- การผันกริยาภาษาเกาหลี: จาก 먹다 เป็น 먹어요 — กฎ 아요/어요
- กริยาผิดกฎภาษาเกาหลี ㅂ ㄷ ㅅ 르 으 ㅎ — หกแบบ และคู่ที่ต้องจำ
- รูปขยายนามภาษาเกาหลี 읽은 책, 읽는 책, 읽을 책 — “หนังสือที่…” แบบเกาหลี
- ไวยากรณ์เกาหลี -(으)ㄹ 수 있다, -고 싶다 — ได้ อยาก ต้อง ห้าม ในภาษาเกาหลี
- ระดับภาษาเกาหลี 반말, 해요체, 합쇼체 — ความสุภาพอยู่ในท้ายกริยา ไม่ใช่แค่คำลงท้ายกับสรรพนาม
- คำลงท้ายภาษาเกาหลี -네요 -죠 -군요 -잖아요: ชั้นของ 'นะ สิ นี่ ไง' ที่ทำให้ฟังเป็นคนเกาหลี
- -(으)ㄹ까요 กับ -(으)ㄹ 것 같다 ภาษาเกาหลี: ถาม เสนอ และไม่ฟันธง — เทียบ …ดีไหม / …ได้ไหม กับ คง / น่าจะ
- คำยกย่องภาษาเกาหลี 시, 님, 께서 — และคำที่เปลี่ยนทั้งคำเหมือนราชาศัพท์
- ลักษณนามภาษาเกาหลี 개·명·권·잔 — ทำไม 하나 กลายเป็น 한
- กาลในภาษาเกาหลี: อดีต ปัจจุบัน อนาคต — และ 겠 สำหรับสิ่งที่คุณคาดเดา
- คำเชื่อมประโยคภาษาเกาหลี 고, 서, 지만, 니까 — และ/แต่/เพราะ ที่ย้ายไปอยู่ท้ายกริยา
- กฎการออกเสียงภาษาเกาหลี: ทำไมถึงฟังไม่ตรงกับตัวเขียน
- พูดตาม (Shadowing) ภาษาเกาหลี: วิธีฝึกฟัง-พูดที่ได้ผลจริงสำหรับคนไทย